Thai

ตัวอย่างข้อสอบภาษาไทย

posted on 05 Nov 2007 15:16 by khamkhunhome01  in Thai

ตัวอย่างข้อสอบภาษาไทย

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 1-2

พวกเราทุกคนควรช่วยกันประหยัดพลังงาน เพื่อจะได้มีพลังงานใช้ตลอดไป
เพราะถ้าเราไม่ประหยัด กิจการแทบทุกอย่างในบ้านเมืองก็จะชะงักงันไปหมด
ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้นทั่วไปทุกระดับของสังคม

1. ข้อใดไม่ใช่เจตนาของผู้เขียนข้อความข้างต้น

1.       ชี้แจง

2.       ขอร้อง

3.       เชิญชวน

4.       แนะนำ

ข้อ 1

2. ข้อความข้างต้นใช้กลวิธีการนำเสนอตามข้อใด

1.       แสดงเหตุผลที่หนักแน่น

2.       แสดงให้เห็นทั้งด้านดีและด้านเสีย

3.       แสดงให้ประจักษ์ถึงการมีส่วนร่วม

4.       แสดงให้ประจักษ์ถึงความน่าเชื่อถือของผู้พูด

ข้1

3. ข้อใดเป็นใจความสำคัญของข้อความต่อไปนี้ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาลจนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ จงคิดอ่านแก้จนเป็นคนมี

1.       ต้องรู้จักหาวิธีแก้จน

2.       ไม่มีใครปรารถนาความจน

3.       จนทรัพย์แล้วอย่าจนความคิด

4.       จะไม่จนถ้าเป็นคนรู้จักพอ

ข้อ 4

4. ข้อใดเป็นการอ่านที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

1.       สุดาอ่านแล้วรู้ว่าเรื่องนี้มีที่มาจากไหน

2.       สุรีย์อ่านแล้วรู้ว่าตัวละครใดเป็นตัวเอก

3.       สุภาอ่านแล้วรู้สาระสำคัญของเรื่องคืออะไร

4.       สุพจน์อ่านแล้วรู้ว่าตอนจบของเรื่องจะเป็นอย่างไร

ข้อ 3

5. ข้อใดแสดงเจตนาที่ชัดเจนที่สุดของข้อความต่อไปนี้

ขวานที่ไม่มีด้ามนำไปใช้ย่อมไร้พลังคนไทยไม่เคยแบ่งข้างไทย แขก จีน ฝรั่งที่เกิดเมืองไทยใต้ร่มโพธิสมภารพระเจ้าอยู่หัว พระราชินีทรงห่วงใย ลูกเอยหลานเอยล้วนคนไทย มาสร้างฝันวันใหม่ให้ขวานไทยใจหนึ่งเดียว

1.       ชี้ให้เห็นความสำคัญของแผ่นดินไทยทุกส่วน

2.       ย้ำให้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

3.       กระตุ้นให้คนไทยมีความหวัง

4.       เตือนให้คนไทยรักสามัคคี

ข้อ 4

 

6. คำประพันธ์ต่อไปนี้สะท้อนลักษณะใดของผู้พูดมากที่สุด

เมื่อเรามีบัญชาการกำหนดทัพ แล้วจะกลับงดอยู่อย่างไรได้อายแก่ไพร่ฟ้าเสนาใน จะว่ากลัวฤทธิไกรไพริน

1.       ความกล้าหาญ

2.       ความเสียสละ

3.       ความรับผิดชอบ

4.       ความรักศักดิ์ศรี

ข้อ 4

7. ผู้กล่าวข้อความต่อไปนี้มีจุดประสงค์ตามข้อใด

ต้นไม้น้อย ๆ ยังให้ออกซิเจนแก่โลก ดอกไม้น้อย ๆ ยังให้ความเพลินตาแก่มนุษย์ ผีเสื้อและนกกาบินไปมายังให้ความสบายตาแก่ผู้พบเห็น เราเกิดมาชาติหนึ่งจะไม่ให้อะไรแก่แผ่นดินที่เราเกิดมาบ้างหรือ

1.       ให้เห็นคุณค่าของทรัพยากรในโลก

2.       ให้รู้จักบุญคุณของธรรมชาติ

3.       ให้ทำตนให้มีประโยชน์ต่อส่วนรวม

4.       ให้เห็นประโยชน์ของสรรพสิ่งในโลก

ข้อ 3

8. ข้อใดเป็นแนวคิดของข้อความต่อไปนี้ คำว่า "ขอโทษ" เป็นคำที่แสดงความสำนึก ความนอบน้อม และความมีมารยาทเราจึงควรหัดพูดไว้ให้ติดปาก ด้วยขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ต่อให้ยิ่งใหญ่หรือมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมมีโอกาสกระทำผิดด้วยกันทั้งนั้น

1.       การขออภัย

2.       การถ่อมตน

3.       การยอมรับผิด

4.       การทำตามค่านิยมของสังคม

ข้อ 1

9. ข้อใดเป็นใจความสำคัญของข้อความต่อไปนี้

ความตายเป็นเพียงการเดินทางไปสู่บ้านหลังใหม่ ไม่มีใครเคย "ตาย" ไปจากหัวใจของคนที่รัก ตราบใดที่เรายังระลึกถึง คนที่เรารักก็ยังคง "มีชีวิต" อยู่ตราบนั้น ไม่มีวันแตกดับไปตามกาลเวลา

1.       ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบ

2.       การตายเป็นการเปลี่ยนที่อยู่ใหม่

3.       ผู้ตายยังคงอยู่ในใจของผู้ที่รักเขา

4.       ผู้ที่ตายแล้วยังมีผู้ระลึกถึงอยู่เสมอ

ข้อ 3

10. ข้อใดเป็นจุดประสงค์ของผู้แต่งคำประพันธ์ต่อไปนี้

บ้านเมืองลำบากยากเข็ญ หนุ่มสาวยังเล่นขายข้าวของบ้านเมืองเร่งหาปัญญาครอง หนุ่มสาวยังฉลองไม่เลิกราขึ้นอุดมศึกษายังทารก โลกแข่งขันสกปรกไม่รอท่าพวกกินเมืองย่อมยินดีปรีดา เมืองนี้นักศึกษาไม่ยอมโต

1.       ต้องการเห็นนักศึกษาเป็นปัญญาชนที่แท้จริง

2.       ต้องการให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของกิจกรรม

 3.       ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤต

4.       ชี้ให้เห็นปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง

ข้อ 1

11. ข้อใดเป็นประเด็นสำคัญของข้อความต่อไปนี้

ขณะนี้สารวัตรนักเรียนที่ทางกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งจากครูอาจารย์มีอุปสรรคด้านงบประมาณ และกำลังเจ้าหน้าที่มีน้อย ส่งผลให้นักเรียนนักเลงไม่เกรงกลัว อีกทั้งสถานที่บางแห่งไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจค้นหรือว่ากล่าวตักเตือน จึงเสนอแผนงานให้พิจารณาด้านงบประมาณจัดอบรมกำลังเจ้าหน้าที่สารวัตรนักเรียนเพิ่มเติม

1.       การเพิ่มกำลังสารวัตรนักเรียน

2.       การเพิ่มงบประมาณในการจัดอบรม

 3.       การกวาดล้างนักเรียนนักเลง

4.       การกวดขันให้สารวัตรนักเรียนดูแลสถานที่ต่าง ๆ

ข้อ 2

12. ข้อความต่อไปนี้สรุปความได้ตามข้อใด

การสั่งงาน การตัดสินใจ ควรจะมาจากนายเพียงคนเดียว มีหลายคำสั่งก็แย่สมมุติถ้ามีม้าลากเกวียนตัวเดียว แต่มีคนขับสองคน คนหนึ่งสะบัดแส้ให้เดินทางขวาอีกคนให้ไปซ้าย ม้ามันไม่รู้จะไปทางไหน

1.       มากหมอมากความ

2.       ล่ามม้าสองปาก

3.       ชักใบให้เรือเสีย

4.       ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย

ข้อ 2

13. ข้อความต่อไปนี้ไม่ใช่สารประเภทใด

รถเด่นของเบนซ์ที่ถือเป็นรถสร้างชื่อในขณะนี้คือ รถเบนซ์วีโต้ ใหม่แกะกล่อง
ช่วงยาว เหมาะเป็นรถเอ็มพีวีสำหรับบุคคลวีไอพีและรถครอบครัวเพื่อพักผ่อนวันหยุด
สุดสัปดาห์

1.       จูงใจ

2.       แจ้งข่าว

3.       ให้ความรู้

4.       แสดงความเห็น

ข้อ 3

14. ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญของคำประพันธ์ต่อไปนี้

สื่อวิญญาณผ่านมือสู่เส้นไหม ถักเส้นใยแต่ละเส้นเป็นเนื้อผ้าตีนที่ใช้กระตุกกี่คือชีวา มือที่คว้ากระสวยวาดคือชีวิต

1.       ภูมิปัญญาไทยแสดงอยู่ในงานทอผ้า

2.       งานทอผ้าเป็นศิลปะพื้นบ้านที่มีคุณค่าสูง

3.       งานแต่ละชิ้นต้องทำอย่างทุ่มเททั้งกายและใจ

4.       ในการทอผ้า มือและเท้าต้องสัมพันธ์กัน

ข้อ 3

15. ข้อใดแสดงคุณค่าของความรู้ต่างจากข้ออื่น

1.       ความรู้ดูยิ่งล้ำ สินทรัพย์

2.       ความเอ๋ยความรู้ เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว

3.       วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล

4.       มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน

ข้อ 2

16. ข้อความใดชมความงามได้ถี่ถ้วนที่สุด

1.       น้ำเงินคือเงินยวง ขาวพรายช่วงสีสำอางไม่เทียบเปรียบโฉมนาง งามเรืองเรื่อเนื้อสองสี

2.       ชมดวงพวงนางแย้ม บานแสล้มแย้มเกสรคิดความยามบังอร แย้มโอษฐ์ยิ้มพริ้มพรายงาม

3.       งามทรงวงดังวาด งามมารยาทนาดกรกรายงามพริ้มยิ้มแย้มพราย งามคำหวานลานใจถวิล

4.       นางนวลนวลน่ารัก ไม่นวลพักตร์เหมือนทรามสงวนแก้วพี่นี้สุดนวล ดั่งนางฟ้าหน้าใยยอง

ข้อ 3

17. ข้อใดไม่อาจอนุมานได้จากข้อความต่อไปนี้

ทำไมพวกเราส่วนใหญ่จึงไม่ถามตนเองบ้างว่ามีอารมณ์ขันอยู่บ้างไหม และหากไม่มี เหตุใดจึงไม่มี และเราจะทำอย่างไรได้หรือไม่

1.       คนเราควรมีอารมณ์ขัน

2.       อารมณ์ขันสามารถสร้างได้

3.       ผู้พูดเห็นประโยชน์ของอารมณ์ขัน

 4.       ผู้พูดแนะวิธีสร้างอารมณ์ขัน

ข้อ 4

18. ข้อใดคือจุดประสงค์ของผู้แต่งคำประพันธ์ต่อไปนี้

ฟ้าสีครามงามเพราะใครระบายสี ผืนนทีมีใครระบายฝันหญ้าสีทองมีใครระบายบรรณ ใช้พู่กันใช้สีของที่ใดธรรมชาติวาดฟ้าวาดป่าเขา มนุษย์เรามีอำนาจจะวาดไหมมีแต่แรงแห่งรักพิทักษ์ไว้ พลิกโลกให้กลับพื้นคืนชีวิต

1.       ให้แง่คิดว่าธรรมชาติอาจฟื้นฟูได้

2.       ปลุกจิตสำนึกให้อนุรักษ์ธรรมชาติ

3.       แสดงพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

4.       ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เป็นผู้ทำลายธรรมชาติอันงดงาม

ข้อ 2

19. ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญของคำประพันธ์ต่อไปนี้

มีคนถือดื้อได้อายต้องอด ถือกันหมดโลกจะเศร้าสักเท่าไหนคนกับสัตว์จัดประเภทด้วยเหตุใด เหตุหนึ่งไซร้ก็ตรงที่คนมีอาย

1.       โลกที่ปราศจากคุณธรรม

2.       ค่านิยมของคนในปัจจุบัน

3.       ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์

4.       คุณธรรมที่สำคัญสำหรับมนุษย์

ข้อ 4

19. จากข้อความต่อไปนี้ข้อใดไม่อาจอนุมานได้ว่าเป็นสิ่งที่ควรคำนึงในการตัดสินผู้อื่น

มนุษย์มีแนวโน้มที่จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ยกย่องและรักตัวเองมากกว่าผู้อื่นทำให้หลายครั้งเราประเมินและพิพากษาผู้อื่นในลักษณะปรักปรำหรือลำเอียง แทนที่เราจะให้โอกาสเขาเหมือนกับที่ให้โอกาสตัวเองในหลาย ๆ เรื่องที่เราได้กระทำลงไป

1.       ความยุติธรรม

2.       ความเข้าใจผู้อื่น

3.       ความเป็นกลาง

 4.       ความซื่อสัตย์

ข้4

20. จากคำประพันธ์ต่อไปนี้ ข้อใดไม่อนุมานได้ว่าเป็นลักษณะของผู้ประพันธ์

ไว้ปากไว้วากย์วาที ไว้วงศ์กวีไว้เกียรติและไว้นามกร

1.       มีฝีมือ

2.       สงวนท่าที

3.       หยิ่งในเกียรติ

4.       เชื่อมั่นในตัวเอง

ข้อ 2

 

 

edit @ 5 Nov 2007 15:44:24 by Mr.noname

ความหมายของภาษาไทย

posted on 05 Nov 2007 14:23 by khamkhunhome01  in Thai

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษา

 

ความหมายของภาษา

คำว่า ภาษาเป็นคำภาษาสันสฤต แปลตามรูปศัพท์หมายถึงคำพูดหรือถ้อยคำ ภาษาเป็นเครื่องมือของมนุษย์ที่ใช้ในการสื่อความหมายให้สามารถสื่อสารติดต่อทำความเข้าใจกันโดยมีระเบียบของคำและเสียงเป็นเครื่องกำหนด ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายของคำว่าภาษา คือ เสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูดถ้อยคำที่ใช้พูดจากัน

ภาษา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • ภาษาที่เป็นถ้อยคำ เรียกว่า วัจนภาษา เป็นภาษาที่ใช้คำพูดโดยใช้เสียงที่เป็นถ้อยคำสร้างความเข้าใจกัน นอกจากนั้นยังมีตัวหนังสือที่ใช้แทนคำพูดตามหลักภาษาอีกด้วย
  • ภาษาที่ไม่เป็นถ้อยคำ เรียกว่า อวัจนภาษา เป็นภาษาที่ใช้สิ่งอื่นนอกเหนือจากคำพูดและตัวหนังสือในการสื่อสาร เช่น การพยักหน้า การโค้งคำนับ การสบตา การแสดงออกบนใบหน้าที่แสดงออกถึงความเต็มใจและไม่เต็มใจ อวัจนภาษาจึงมีความสำคัญเพื่อให้วัจนภาษามีความชัดเจนสื่อสารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากท่าทางแล้วยังมีสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ อีกด้วย

ความสำคัญของภาษา

  • ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารของมนุษย์  มนุษย์ติดต่อกันได้  เข้าใจกันได้ก็ด้วยอาศัยภาษาเป็นเครื่องช่วยที่ดีที่สุด
  • ภาษาเป็นสิ่งช่วยยึดให้มนุษย์มีความผูกพันต่อกัน เนื่องจากแต่ละภาษาต่างก็มีระเบียบแบบแผนของตน  ซึ่งเป็นที่ตกลงกันในแต่ละชาติแต่ละกลุ่มชน  การพูดภาษาเดียวกันจึงเป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน  มีความผูกพันต่อกันในฐานะที่เป็นชาติเดียวกัน
  • ภาษาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์  และเป็นเครื่องแสดงให้เห็นวัฒนธรรมส่วนอื่นๆของมนุษย์ด้วย  เราจึงสามารถศึกษาวัฒนธรรมตลอดจนเอกลักษณ์ของชนชาติต่างๆได้จากศึกษาภาษาของชนชาตินั้นๆ
  • ภาษาศาสตร์มีระบบกฎเกณฑ์  ผู้ใช้ภาษาต้องรักษากฎเกณฑ์ในภาษาไว้ด้วยอย่างไรก็ตาม  กฎเกณฑ์ในภาษานั้นไม่ตายตัวเหมือนกฎวิทยาศาสตร์  แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของภาษา  เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ตั้งขึ้น  จึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยตามความเห็นชอบของส่วนรวม
  • ภาษาเป็นศิลปะ  มีความงดงามในกระบวนการใช้ภาษา  กระบวนการใช้ภาษานั้น มีระดับและลีลา  ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายด้าน  เช่น  บุคคล  กาลเทศะ  ประเภทของเรื่องฯลฯ  การที่จะเข้าใจภาษา  และใช้ภาษาได้ดีจะต้องมีความสนใจศึกษาสังเกตให้เข้าถึงรสของภาษาด้วย

 

องค์ประกอบของภาษา

ภาษาทุกภาษาย่อมมีองค์ประกอบของภาษา โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

  •  
    • เสียง

นักภาษาศาสตร์จะให้ความสำคัญของเสียงพูดมกกว่าตัวเขียนที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะภาษาย่อมเกิดจากเสียงที่ใช้พูดกัน ส่วนภาษาเขียนเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียงพูด คำที่ใช้พูดจากันจะประกอบด้วยเสียงสระ เสียงพยัญชนะและเสียงวรรณยุกต์ แต่บางภาษาก็ไม่มีเสียงวรรณยุกต์ เช่น บาลี สันสกฤต เขมร อังกฤษ

  •  
    • พยางค์และคำ

พยางค์เป็นกลุ่มเสียงที่เปล่งออกมาแต่ละครั้ง จะประกอบด้วย เสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ จะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้

พยางค์แต่ละพยางค์จะมีเสียงพยัญชนะต้น ซึ่งเป็นเสียงที่อยู่หน้าเสียงสระ พยางค์ทุกพยางค์จะต้องมีเสียงพยัญชนะต้น เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ บางพยางค์ก็อาจมีเสียงพยัญชนะสะกดประกอบอยู่ด้วย เช่น

ปา พยัญชนะต้น ได้แก่ เสียงพยัญชนะ /ป/

เสียงสระ ได้แก่ เสียงสระ /อา/

เสียงวรรณยุกต์ ได้แก่ เสียง /สามัญ/

ส่วนคำนั้นจะเป็นการนำเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์มาประกอบกัน ทำให้เกิดเสียงและมีความหมาย คำจะประกอบด้วยคำพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้

  •  
    • ประโยค

ประโยค เป็นการนำคำมาเรียงกันตามลักษณะโครงสร้างของภาษาที่กำหนดเป็นกฎเกณฑ์หรือระบบตามระบบทางไวยากรณ์ของแต่ละภาษา และทำให้ทราบหน้าที่ของคำ

  •  
    • ความหมาย

ความหมายของคำมี 2 อย่าง คือ

(1) ความหมายตามตัวหรือความหมายนัยตรง เป็นความหมายตรงของคำนั้นๆ เป็นคำที่ถูกกำหนดและผู้ใช้ภาษามีความเข้าใจตรงกัน เช่น

กิน หมายถึง นำอาหารเข้าปากเคี้ยวและกลืนลงไปในคอ

(2) ความหมายในประหวัดหรือความหมายเชิงอุปมา เป็นความหมายเพิ่มจากความหมายในตรง เช่น

กินใจหมายถึง รู้สึกแหนงใจ

กินแรงหมายถึง เอาเปรียบผู้อื่นในการทำงาน

ลักษณะสำคัญของภาษาไทย

ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลักษณะเป็นของตนเองและมีความแตกต่างจากภาษาอื่นที่นำมาใช้ในภาษาไทย การใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องรู้จักภาษาไทยให้ดีเพื่อใช้ถ้อยคำได้อย่างถูกต้องตามลักษณะภาษาไทย

ลักษณะสำคัญของภาษาไทย มีดังต่อไปนี้

  •  
    • ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด กล่าวคือ เป็นภาษาที่มีคำใช้โดยอิสระไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเพื่อบอกเพศ พจน์ กาล เมื่อต้องการแสดงเพศ พจน์ กาล จะใช้คำอื่นมาประกอบหรืออาศัยบริบท ดังนี้

การบอกเพศ คำบางคำอาจบ่งชี้เพศอยู่แล้ว เช่น พ่อ หนุ่ม นาย พระ เณร ปู่ ลุง เขย เป็นเพศชาย ส่วนแม่ หญิง สาว ชี ย่า ป้า สะใภ้ เป็นเพศหญิง การบอกเพศนั้นจะนำคำมาประกอบเพื่อบอกเพศ เช่น ลูกเขย ลูกสะใภ้ แพทย์หญิง ช้างพลาย นางพยาบาล บุรุษพยาบาล เป็นต้น

การบอกพจน์ คำไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเพื่อบอกจำนวน แต่จะใช้คำมาประกอบเพื่อบอกคำที่เป็นจำนวนหรือใช้คำซ้ำเพื่อบอกจำนวน เช่น

เธอเป็น โสด บ้าน หลายหลังถูกไฟไหม้

ลูก มากจะยากจน เด็กๆ วิ่งเล่นอยู่หน้าบ้าน

การบอกกาล ได้แก่ การบอกเวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จะใช้คำมาประกอบคำกริยาโดยไม่มีการเปลี่ยนคำกริยา เช่น

พ่อได้ไปหาคุณย่ามา แล้ว (บอกอดีตกาล)

เมื่อปีกลายนี้ฉันไปฝรั่งเศส (บอกอดีตกาล)

เขา กำลังมาพอดี (บอกปัจจุบันกาล)

เดี๋ยวนี้เขายังอยู่ที่หัวหิน (บอกปัจจุบันกาล)

พรุ่งนี้ฉันจะไปหาเลย (บอกอนาคตกาล)

ตอนเย็นเธอมาหาฉันนะ (บอกอนาคตกาล)

 

  •  
    • คำไทยแท้ส่วนมากมีพยางค์เดียวและมีความหมายสมบูรณ์ในตัวฟังแล้วเข้าใจได้ทันที เช่น

คำเรียกเครือญาติ พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง ลุง อา น้า ปู่ ตา ย่า ยาย

คำเรียกสิ่งของ โต๊ะ อ่าง ขวด ถ้วย จาน ชาม ไร่ นา บ้าน มีด

คำเรียกชื่อสัตว์ หมา แมว หมู หมา กา ไก่ งู วัว ควาย เสือ ลิง

คำเรียกธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ ร้อน หนาว เย็น

คำสรรพนาม ท่าน ผม เธอ เรา สู เจ้า อ้าย อี

คำกริยา ไป นั่ง นอน กิน เรียก

คำลักษณะนาม ฝูง พวก กำ ลำ ต้น ตัว อัน ใบ

คำขยายหรือคำวิเศษณ์ อ้วน ผอม ดี เลว สวย เก่า ใหม่ แพง ถูก

คำบอกจำนวน อ้าย ยี่ สอง หนึ่ง พัน ร้อย แสน ล้าน มาก น้อย

ข้อสังเกต **คำที่มีมากพยางค์มักไม่ใช่คำไทยแท้ มีมูลรากมาจากภาษาอื่น

**ภาษาไทยอาจมีคำมากพยางค์ได้โดยวิธีการปรับปรุงศัพท์ โดยนำวิธีการลงอุปสรรคประกอบหน้าคำอย่างภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย ความหมายยังคงเดิม แต่กลายเป็นคำมากพยางค์ เช่น ประเดี๋ยว ประท้วง อีกวิธีหนึ่งคือ การกลายเสียงซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของภาษา เช่น มะม่วง กลายเป็น หมากม่วง

 

  •  
    • คำไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด มาตราตัวสะกดมี 8 มาตรา คำไทยจะสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดและไม่มีการันต์ เช่น

มาตราแม่กก ใช้ ก สะกด เช่น มาก จาก นก จิก รัก

มาตราแม่กด ใช้ ด สะกด เช่น กัด ตัด ลด ปิด พูด

มาตราแม่กบ ใช้ บ สะกด เช่น จับ จบ รับ พบ ลอบ

มาตราแม่กน ใช้ น สะกด เช่น ขึ้น อ้วน รุ่น นอน กิน

มาตราแม่กง ใช้ ง สะกด เช่น ลง ล่าง อ่าง จง พุ่ง แรง

มาตราแม่กม ใช้ ม สะกด เช่น ลาม ริม เรียม ซ้อม ยอม

มาตราแม่เกย ใช้ ย สะกด เช่น ยาย โรย เลย รวย เฉย

มาตราแม่เกอว ใช้ ว สะกด เช่น ดาว เคียว ข้าว เรียว เร็ว

คำที่มีมาตราตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด จะเป็นคำที่เป็นภาษาอื่นที่ยืมมาใช้ในภาษาไทย และบางคำยังมีการใช้ตัวการันต์เพื่อไม่ต้องออกเสียงพยัญชนะตัวนั้นอีกด้วย เช่น

ภาษาบาลี มัจฉา อังคาร อัมพร ปัญญา

ภาษาสันสกฤต อาตมา สัปดาห์ พฤศจิกายน พรหม

ภาษาเขมร เสด็จ กังวล ขจร เผอิญ

ภาษาอังกฤษ ฟุต ก๊าซ ปอนด์ วัคซีน

 

  •  
    • ภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ วรรณยุกต์ต่างกันทำให้ระดับเสียงต่างกันและคำก็มีความหมายต่างกันด้วย การที่ภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ทำให้ภาษาไทยมีลักษณะพิเศษ คือ
      • ภาษาไทยขยายตัวทำให้มีคำใช้มากขึ้น เช่น

ขาว ข่าว ข้าว เสือ เสื่อ เสื้อ

  •  
    •  
      • ภาษาไทยมีระดับเสียงสูงต่ำ ทำให้เกิดความไพเราะ ดังเห็นได้ชัดในบทร้อยกรอง
      • ภาษาไทยมีพยัญชนะที่มีพื้นเสียงต่างกัน เป็นอักษรสูง อักษรกลาง อักษรต่ำ และมีเสียงวรรณยุกต์ต่างกัน เป็นเสียงสามัญ เอก โท ตรี และจัตวา เป็น 5 ระดับเสียง ทำให้เลียนเสียงธรรมชาติได้อย่างใกล้เคียง

 

  •  
    • การสร้างคำ คำไทยเป็นคำพยางค์เดียวจึงไม่พอใช้ในภาษาไทย จึงต้องมีการยืมภาษาต่างประเทศมาใช้ แล้วยังมีการสร้างคำใหม่ๆ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การประสมคำ การซ้อนคำ การซ้ำคำ การสมาส เป็นต้น

 

  •  
    • การเรียงลำดับคำในประโยค ภาษาไทยถือว่าการเรียงคำในประโยคมีความสำคัญมาก ถ้าเรียงคำผิดที่ความหมายของประโยคจะเปลี่ยนแปลงไป เพราะตำแหน่งของคำจะเป็นตัวระบุว่าคำนั้นมีหน้าที่และมีความหมายอย่างไร เช่น

คนไม่รักดี ไม่รักคนดี

พี่สาวให้เงินน้องใช้ น้องสาวให้เงินพี่ใช้

 

  •  
    • คำขยายในภาษาไทยจะเรียงหลังคำที่ถูกขยายเสมอ เว้นแต่คำที่แสดงจำนวนหรือปริมาณ จะวางไว้ข้างหน้าหรือข้างหลังคำขยายก็ได้ เช่น

เขาเดิน เร็ว (คำขยายอยู่หลังคำถูกขยาย)

เขาสวมเสื้อ สีฟ้า (คำขยายอยู่หลังคำถูกขยาย)

มากหมอก็ มากความ (คำบอกปริมาณอยู่หน้าคำที่ขยาย)

เขามาคน เดียว (คำบอกปริมาณอยู่หลังคำที่ขยาย)

 

  •  
    • คำไทยมีคำลักษณนาม ซึ่งเป็นคำนามที่บอกลักษณะของนามข้างหน้า ซึ่งคำลักษณนามมีหลายชนิด ได้แก่ ลักษณะนามบอกชนิด เช่น ขลุ่ย 2 เลา ลักษณนามบอกอาการ เช่น บุหรี่ 3 มวน ลักษณะนามบอกหมวดหมู่ เช่น ทหาร 5 หมวด

 

  •  
    • ภาษาไทยมีวรรคตอนในการเขียนและมีจังหวะในการพูด หากแบ่งวรรคตอนไม่ถูกต้องความหมายจะไม่ชัดเจน หรือมีความหมายเปลี่ยนไป เช่น

พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง หมายความว่า นิ่งเสียดีกว่าพูด

พูดไปสองไพเบี้ย นิ่ง เสียตำลึงทอง หมายความว่า ยิ่งนิ่งยิ่งเสียมาก

 

ภาษาไทยเป็นคำที่มีการใช้คำเหมาะสมกับบุคคลและโอกาส ลักษณะภาษาไทยในลักษณะนี้เป็นวัฒนธรรมทางภาษา และเป็นศิลปะของการใช้ภาษาโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นขนบธรรมเนียมการใช้ภาษาที่เรียกว่า คำราชาศัพท์